ไทยแนะอาเซียนพัฒนาตนเองเป็นฐานการผลิตและตลาดเดียว

นายกรัฐมนตรีร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 32 พร้อมกล่าวถ้อยแถลงแนะขับเคลื่อนแนวคิดอินโด-แปซิฟิก เร่งพัฒนาเป็นฐานผลิตและตลาดเดียว ยินดีสถานการณ์คาบสมุทรเกาหลีพัฒนาการเชิงบวก

สุธิดา ปล้องพุดซา ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทย ที่ติดตามภารกิจพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 32 ระหว่างวันที่ 27-28 เมษายน 2561 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ รายงานว่า นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 32 และการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 32 อย่างไม่เป็นทางการ (Retreat) ที่โรงแรมแชงกรี-ลา สิงคโปร์ โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวถ้อยแถลงว่า การสร้างดุลยภาพใหม่ทางยุทธศาสตร์ (Strategic New Equilibrium) ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก สนับสนุนให้อาเซียนใช้ประโยชน์จากที่ตั้งที่ได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ผลักดันและช่วยขับเคลื่อนแนวคิดอินโด-แปซิฟิกไปในทิศทางที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน สนับสนุนและส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค

“การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (EAS) เป็นเวทีที่มีอาเซียนเป็นแกนนำและมีประเทศคู่เจรจาที่สำคัญร่วมอยู่ จึงมีความเหมาะสมที่จะเป็นเวทีขับเคลื่อนแนวคิดอินโด-แปซิฟิกบนพื้นฐานของการที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ไว้เนื้อเชื่อใจและผลประโยชน์ร่วมกัน นอกจากนี้ควรสร้างความเข้มแข็งให้กลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงอื่น ๆ ของอาเซียน อาทิ การประชุม ARF และการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ส่วนการรวมตัวทางเศรษฐกิจ อาเซียนควรเร่งการพัฒนาตนเองให้เป็นฐานผลิตและตลาดเดียว รวมทั้งดำเนินการตามแผนงานความร่วมมืออาเซียนบวกสามอย่างเต็มที่และเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นพื้นฐานที่ดีนำไปสู่การจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก (EAEc) และต้องจะต้องเร่งให้การเจรจา RCEP บรรลุผลสำเร็จโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลก โดยควรสนับสนุนให้ RCEP และ CPTPP เกื้อกูลซึ่งกันและกัน” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับความท้าทายต่าง ๆ ในภูมิภาค อาทิ สถานการณ์ในทะเลจีนใต้ ไทยสนับสนุนความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับจีนในทะเลจีนใต้ที่มีพัฒนาการในเชิงบวก โดยเฉพาะเรื่องการเจรจาจัดทำ COC เพื่อปรับเปลี่ยนให้ทะเลจีนใต้เป็นทะเลแห่งสันติภาพ เสถียรภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งต้องปฏิบัติตาม DOC อย่างสมบูรณ์ เพื่อเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและบรรยากาศที่จะอำนวยต่อการแก้ไขการอ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลโดยสันติวิธี ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลเพื่อปรับเปลี่ยนให้ทะเลจีนใต้เป็นทะเลแห่งสันติภาพ เสถียรภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน

“ขณะที่สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี ไทยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และมีความยินดีที่มีพัฒนาการในเชิงบวก โดยเฉพาะการหารือระหว่างผู้นำสาธารณรัฐเกาหลีและเกาหลีเหนือ ซึ่งหากประสบผลสำเร็จจะช่วยนำไปสู่การประชุมระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือ ประเด็นสำคัญคือการโน้มน้าวเกาหลีเหนือเรื่องการขจัดอาวุธนิวเคลียร์ โดยดำเนินการทั้งในส่วนของการปฏิบัติตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และการเปิดช่องทางทางการทูตให้กับเกาหลีเหนือในกลไกอาเซียนต่าง ๆ เช่น ASEAN Regional Forum (ARF)” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ส่วนสถานการณ์ในรัฐยะไข่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยพร้อมสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเพิ่มเติมและช่วยเมียนมาแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ซึ่งปัญหานี้มีความอ่อนไหวซับซ้อนหลายมิติ จึงต้องใช้ความระมัดระวัง ไม่ให้สถานการณ์ทวีความรุนแรง และป้องกันการฉกฉวยประโยชน์จากผู้ได้รับผลกระทบ ไทยยินดีที่เห็นพัฒนาการทางบวก และเห็นว่าเมียนมาอาจพิจารณาจัดสรรพื้นที่หรือหมู่บ้านตัวอย่างและสร้างบรรยากาศที่มีความปลอดภัยในรัฐยะไข่ เพื่อให้ผู้พลัดถิ่นมีความมั่นใจเดินทางกลับมาตุภูมิ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเสนอให้เลขาธิการอาเซียน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการประสานงานเรื่องความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม มีบทบาทมากขึ้นในการประสานงานเรื่องความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมกับเมียนมาให้มีลักษณะบูรณาการมากยิ่งขึ้น.-สำนักข่าวไทย

You may also like